วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

สาเหตุการเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนในชนบทเกิดจากอะไร??

คุณคิดว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนในชนบทนั้นคืออะไร???


      ในสมัยเดิมที่คนในชนบทเกือบทั้งหมดต้องพึ่งธรรมชาติ กล่าวคือ การประกอบอาชีพทางการเกษตรต่างก็ต้องพึ่งน้ำฝนที่ตกตามฤดูกาลเหมือนกัน ในสมัยนั้นความแตกต่างในฐานะของคนชนบทมีไม่มากนัก ต่อมาการพัฒนาชนบทของรัฐบาลได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายประการ มีผลทำให้ฐานะความเป็นอยู่ของคนในชนบทแตกต่างกันมากขึ้นทุกปี ปัจจัยสำคัญๆ ซึ่งมีส่วนเปลี่ยนแปลงฐานะของคนชนบทบางส่วน


การควบคุมธรรมชาติ
          เช่น การสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำ เพื่อไม่ให้น้ำท่วมพื้นที่เพราะปลูกในฤดูน้ำหลาก และเพื่อเก็บน้ำไว้ใช้เพื่อการเพาะปลูกในฤดูแล้ง การเพาะปลูกโดยอาศัยน้ำจากเขื่อนนี้ มีผลทำให้ชาวนาสามารถปลูกข้าวในฤดูแล้งที่เรียกกันว่า "นาปรัง" โดยทำการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม ทำให้ผลิตผลของข้าวเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นแม้ในปีใดที่ฝนไม่ตกตามฤดูกาล  ชาวนาที่อยู่ในบริเวณที่สามารถรับน้ำจากเขื่อนชลประทานนี้ได้ ทางเขื่อนก็จะปล่อยน้ำที่กักเก็บไว้มาให้ชาวนาเพื่อใช้ในการเพาะปลูกในปีนั้น ทำให้ชาวนาเหล่านี้ไม่ต้องรอพึ่งฝนตามธรรมชาติ   เขื่อนใหญ่ๆ  ของประเทศที่ให้น้ำเพื่อการเพาะปลูกแก่คนชนบทเหล่านี้ เช่น เขื่อนภูมิพล หรือที่เรียกกันว่า เขื่อนยันฮี ที่จังหวัดตาก และเขื่อนสิริกิติ์ ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นต้น ในการทำการเกษตรโดยอาศัยชลประทานนี้ยังมีการปรับปรุงที่ดินเพื่อให้มีการส่งน้ำเข้าออก ในที่ดินการเกษตรได้สะดวกและเหมาะสมอีกด้วย อย่างไรก็ดี เขื่อนใหญ่ๆ เหล่านี้จะสร้างได้เป็นบางแห่งตามแม่น้ำสายสำคัญๆ เท่านั้น ดังนั้น การใช้ระบบชลประทานจึงมีอยู่เฉพาะในพื้นที่ชนบทบางแห่งเท่านั้น พื้นที่ชลประทานขณะนี้มีมากในภาคกลางและภาคเหนือ ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้นั้นมีพื้นที่ชลประทานน้อยมาก เนื่องจากภูมิประเทศไม่อำนว

การนำความรู้ทางการเกษตรมาใช้
          โดยนำพันธุ์พืชใหม่ที่ให้ผลิตผลเพิ่มมากขึ้น สามารถต้านทานโรคได้ดีขึ้น และเหมาะสมกับสภาพของพื้นที่มาใช้แทนพันธุ์พืชเก่าหรือพันธุ์พื้นเมืองที่ใช้กันมานาน เช่น ข้าว กข. พันธุ์หมายเลยต่างๆ ทั้งข้าวเหนียวและข้าวเจ้าให้ผลิตผลเพียง ๖๗-๗๕ ถังต่อไร่ เทียบกับข้าวพันธุ์พื้นเมืองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้ผลิตผลเพียง ๒๕-๓๐ ถังต่อไร ข้าวซิวแม่จันเป็นพันธุ์ข้าวชนิดข้าวเหนียวที่สามารถปลูกได้ทั้งในพื้นที่ราบมีน้ำขังและพื้นที่ดอน ให้ผลิตผลประมาณ ๔๐ ถังต่อไร่ เมื่อเทียบกับข้าวไร่พันธุ์พื้นเมือง ซึ่งให้ผลิตผลประมาณ ๒๐-๒๕ ถังต่อไร่ ข้าวโพดพันธุ์สุวรรณหมายเลย ๑ และ ๒ ให้ผลิตผลประมาณ ๔๐๐-๕๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ เทียบกับข้าวโพดพันธุ์พื้นเมือง ให้ผลิตผลประมาณ ๒๕๐-๓๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ เป็นต้น


ราคาของพืชผล
          มีส่วนทำให้คนชนบทเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตซึ่งทำให้ฐานะทางเศรษฐกิจของคนเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไป เช่น ในอดีตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปลูกข้าวเป็นส่วนใหญ่ ต่อมาราคาปอและมันสำปะหลังสูง คนชนบทบางส่วนก็เพิ่มเนื้อที่ปลูกปอและมันสำปะหลังกันมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงชนิดของพืชผลและราคาพืชผลที่สูงขึ้นนี้ มีผลทำให้ฐานะของคนชนบทดีขึ้นด้วย ในท้องถิ่นที่สามารถเพาะปลูกพืชที่มีราคาสูง รายได้ของคนชนบทนั้นๆ ก็จะสูงตามไปด้วย เพราะการเพาะปลูกแต่ละอย่างจะให้ผลตอบแทนไม่เท่ากัน เช่น ในปีการเพาะปลูก ๒๕๒๕-๒๕๒๖ การใช้เนื้อที่ ๑ ไร่ เพื่อการปลูกพืชต่างชนิดกัน จะทำให้ได้กำไรหรือรายได้ที่แตกต่างกันคือ ถ้าปลูกข้าวได้กำไร ๕๗๙ บาท ปลูกข้าวโพดได้กำไร ๒๐๖ บาท ปลูกมันสำปะหลังได้กำไร ๖๗๗ บาท และปลูกอ้อยได้กำไร ๘๐๐ บาท อย่างไรก็ดี ผลตอบแทนเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงไปทุกปี นอกจากนั้นพืชชนิดที่ให้ผลตอบแทนสูงนั้นอาจสามารถทำการเพาะปลูกได้เพียงบางแห่งเท่านั้น ในเขตที่ไม่สามารถเพาะปลูกพืชเหล่านี้ได้ คนชนบทเหล่านั้นก็ยังคงได้รับผลตอบแทนต่ำอยู่เช่นเดิม